OKMD กระตุกต่อมคิด สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ - Opportunity for All
กระตุกต่อมคิด เพื่อพัฒนาความคิด เพิ่มความรู้ สร้างสรรค์ภูมิปัญญา

เปิดสมองเพชร เพชร โอสถานุเคราะห์

866

"ลึกๆ แล้วเราคือศิลปิน แต่ถูกบังคับให้เรียน ด้านธุรกิจ สุดท้ายตัวตน ด้านศิลปะก็ต้องแสดงออกมา"



คุณเพชรชอบเรียนวิชาอะไรและถนัดวิชา อะไรมากที่สุด


ผมชอบวิชาภาษาไทย ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ แต่วิชาที่เรียนได้ดีที่สุด คือ ภาษาอังกฤษ พ่อผมซื้อการ์ตูนภาษาอังกฤษมาให้อ่าน ตั้งแต่เด็ก พออายุ 12 ปี มีครูมาติวที่บ้าน จากนั้น พ่อกับแม่ก็ส่งผมไปเรียนเมืองนอก ท่านอยากให้ ผมเรียนทางธุรกิจ เพราะมีธุรกิจเยอะที่อยากให้ เราดูแล จริง ๆ ต้องบอกว่าผมเกิดมาในสายพันธุ์ ครีเอทีฟ ที่ถูกจับไปอยู่ในต่างสถานการณ์ คุณพ่อผมถ่ายรูปเก่ง คุณแม่ร้องเพลงและเล่นเปียโนเก่ง คุณตาเก่งด้านวาดรูป ส่วนคุณปู่พอ เกษียณแล้วก็ออกมำนั่งวาดรูป แต่ผมเป็นคนแรก ของครอบครัวที่ออกมาทำงานด้านเพลงหรือศิลปะ

ผมคิดว่าตัวเองมีพลังสร้างสรรค์บางอย่าง ซ่อนอยู่ แต่ไม่เคยนำออกมาใช้ ยกเว้น เรื่องดนตรี ที่เล่นมาตั้งแต่อายุ 12 ปี พออายุ 15 ปี ก็เล่นในวงดนตรีประจำโรงเรียน การเรียนของผมเริ่มเบ่งบาน ตอนเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ ครูเปิดโอกาสให้เราทำ อะไรก็ได้ ผมจึงเริ่มแต่งบทกวีและวาดรูป แต่แม่ก็ยังบังคับให้เรียนด้านธุรกิจจนจบ ผมแอบไปเรียน วิชาด้านศิลปะบ้าง อย่างวิชาการเขียนสร้างสรรค์ (Creative Writing) ครูยังชมว่าสามารถเป็น นักเขียนมืออาชีพได้ แต่ตอนเรียนวิชาด้านธุรกิจ ผมรู้สึกเครียดมาก วิชาการเงิน (Finance) ต้องเรียนซ้ำ เพราะครั้งแรกทำคะแนนได้ไม่ดีจนต้องพักไปก่อน ครั้งที่สองจึงตั้งใจจนได้เอ ส่วนวิชา เศรษฐศำสตร์ทำได้ดีมากได้เอทั้งสองตัว เวลาเรียนผมอาศัยแค่สำมัญสำนึก ตรรกะ อุปสงค์ อุปทาน หรือหลักจิตวิทยา จำหลักได้ไม่กี่อย่าง แต่นำมาใช้ทั้งการบริหารและชีวิตประจำวัน ผมสังเกตตัวเองว่าเวลาทำอะไรโดยไม่มีใครสั่งจะ ทำได้ดีกว่า เรียกว่า อินพุต (Input) ไม่ค่อยได้ แต่เอาต์พุต (Output) ออกมาดี


จากครอบครัวนักธุรกิจมาสู่วงการเพลงได้อย่างไร


ครอบครัวผมไม่เคยปิดกั้นเรื่องศิลปะและดนตรี ขอให้ปริญญาใบแรก เป็นด้านธุรกิจก็พอ ธรรมชาติของผมเหมือนปลาที่ว่ายได้หลายน้ำ ผมเล่น ดนตรีและแต่งเพลงมาตั้งแต่เด็ก ลึกๆ แล้วเราคือศิลปิน แต่ถูกบังคับให้เรียน ด้านธุรกิจ สุดท้ายตัวตนด้านศิลปะก็ต้องแสดงออกมา


รู้ตัวล่วงหน้าไหมว่าต้องกลับมาทำงานด้านบริหาร


ไม่รู้เลย หลังเรียนจบผมมาฝึกงานที่บริษัท โอสถสภา จำกัด จากนั้น ไปทำงานที่ บริษัท สปา แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด จนเข้าใจงานโฆษณาทะลุ ปรุโปร่ง แล้วออกมาทำเทป มันเหมือนเขื่อนแตก ทุกสิ่งที่สะสมมาต้องถูก ปลดปล่อย ภายในไม่กี่เดือนผมแต่งเพลงออกมาเต็มไปหมด จากนั้นผมย้าย มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ช่วงนั้นมหาวิทยาลัยมีการแข่งขันสูง แต่ที่นี่ มีแต่นักวิชาการ ไม่มีนักกลยุทธ์หรือนักการตลาด ผมเข้ามาสร้างภาพพจน์ ให้มหาวิทยาลัย และริเริ่มการทำโฆษณาโทรทัศน์เป็นเจ้าแรก ขณะเดียวกัน ผมนั่งเก้าอี้ประธานบริหาร (CEO) ที่โอสถสภาควบคู่ไปด้วย ซึ่งน้อยคนจะได้ ดูแลทั้งภาคธุรกิจและภาคการศึกษาควบคู่กันไป มันกระตุ้นให้เราอยากสร้าง ธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์


การบริหารงานด้านการศึกษา ธุรกิจ และงานศิลปะ เหมือนหรือต่าง กันอย่างไร


เวลาผมคิดกลยุทธ์สำหรับการศึกษาจะออกมาในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Solution) เช่นเดียวกับเวลาที่คิดให้โอสถสภา แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ข้อมูลต่างๆ ผมจะหลับตาและคิดว่าผู้บริโภคคิดอย่างไร จะเรียกว่าตรรกะ ก็ได้ สำหรับผมมันคือเรื่องเดียวกัน เหมือนเวลาแต่งนิยาย เราต้องรู้ว่าตัว ละครนี้ควรคิดอย่างไร ส่วนการแต่งเพลงมันมีความกดดันจากความคาดหวัง ทั้งของคนอื่นและตัวเราเอง เพราะมันเคยประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้ว

ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น

"โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น"
1. ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาอันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์หรือพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ เป็นอันขาด
2. ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาที่ส่อไปในทางหยาบคาย ก้าวร้าว ... (อ่านทั้งหมด)